วิธีเทรด CFD ในทางปฏิบัติ: จากการเลือกสินทรัพย์ไปจนถึงการออก

CFD เป็นคำย่อของ contract for difference หรือสัญญาซื้อขายส่วนต่าง เป็นตราสารที่คุณไม่ได้ซื้อสินทรัพย์นั้นเอง แต่ซื้อสัญญาที่ผลลัพธ์สะท้อนส่วนต่างระหว่างราคาเข้าและราคาออก สิ่งนี้ทำให้สามารถเทรดได้ทั้งขาขึ้นและขาลงของหุ้น ดัชนี สกุลเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์ โดยไม่ต้องถือครองสินทรัพย์จริง คู่มือนี้เน้นไปที่ส่วนปฏิบัติ คือขั้นตอนและตัวเลขของการเทรด โดยปล่อยให้ทฤษฎีที่กว้างกว่านั้นเป็นของผู้ที่เข้าใจกลไกพื้นฐานอยู่แล้ว
ขั้นที่ 1: เข้าใจว่ามาร์จิ้นหมายถึงอะไรจริง ๆ
เมื่อเปิด CFD คุณไม่ได้วางเงินเท่ากับมูลค่าเต็มของสถานะ เพียงแค่วางมาร์จิ้น ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์หนึ่งของมัน สมมติว่ามี CFD บนหุ้นที่ราคา R$ 100,00 โดยมีมาร์จิ้นที่กำหนด 20% เพื่อควบคุมสถานะ 100 หน่วย (มูลค่าความเสี่ยง R$ 10.000,00) คุณต้องวางเงินเพียง R$ 2.000,00 เท่านั้น เงินอีก R$ 8.000,00 นั้น ในทางปฏิบัติแล้วถูกยืมมาจากเลเวอเรจที่ฝังอยู่ในสัญญา ซึ่งขยายทั้งกำไรและขาดทุนตามสัดส่วนของเงินทุนที่วางไว้
ขั้นที่ 2: คำนวณผลลัพธ์ก่อนเข้าเทรด ไม่ใช่หลังจากนั้น
ต่อจากตัวอย่างเดิม หากหุ้นขึ้นไปที่ R$ 103,00 กำไรของสถานะคือ R$ 300,00 (100 หน่วย × R$ 3,00) เมื่อเทียบกับมาร์จิ้นที่วางไว้ R$ 2.000,00 นี่คือผลตอบแทน 15% ซึ่งมากกว่าการปรับขึ้น 3% ของสินทรัพย์มาก เนื่องจากเลเวอเรจ สิ่งนี้เป็นจริงในทางกลับกันด้วย หากหุ้นร่วงลงไปที่ R$ 97,00 ผลขาดทุน R$ 300,00 ก็จะคิดเป็น 15% ของมาร์จิ้นที่วางไว้เช่นกัน การคำนวณนี้ก่อนเปิดสถานะช่วยป้องกันความประหลาดใจที่เห็นการเปลี่ยนแปลงราคาเล็กน้อยของสินทรัพย์กลายเป็นผลขาดทุนก้อนใหญ่ในเงินทุนที่มีอยู่
ขั้นที่ 3: กำหนดจุดตัดขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าเทรด ไม่ใช่แผนสำรอง
เนื่องจากเลเวอเรจขยายผลลัพธ์ การเคลื่อนไหวสวนทางที่มากกว่าที่คาดไว้สามารถกินมาร์จิ้นที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว ในกรณีร้ายแรงอาจก่อให้เกิดการเรียกหลักประกันเพิ่ม เมื่อโบรกเกอร์ขอให้วางเงินเพิ่มหรือปิดสถานะโดยอัตโนมัติเพื่อจำกัดผลขาดทุน การกำหนดระดับจุดตัดขาดทุนในตอนเข้าเทรด โดยคำนวณว่ามันคิดเป็นเท่าไหร่ในหน่วยเงินและเป็นเปอร์เซ็นต์ของมาร์จิ้น คือสิ่งที่ป้องกันไม่ให้การเทรดครั้งเดียวทำลายเงินทุนที่เหลืออยู่สำหรับการเทรด
ขั้นที่ 4: พิจารณาต้นทุนของการถือสถานะไว้
CFD ที่ถือไว้เกินวันเดียวมักก่อให้เกิดต้นทุน (หรือในบางกรณีก็เป็นเครดิต) จากการโรลโอเวอร์ ซึ่งเรียกเก็บจากการถือสถานะที่ใช้เลเวอเรจไว้ข้ามคืน ในสถานะที่มีมูลค่าความเสี่ยง R$ 10.000,00 และอัตราโรลโอเวอร์ 0,03% ต่อวัน ต้นทุนรายวันจะเท่ากับ R$ 3,00 ซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อยหากมองแยก แต่จะสะสมในสถานะที่ถือไว้เป็นสัปดาห์ ลดผลลัพธ์สุทธิของการเทรดลง
ขั้นที่ 5: เลือกขนาดสถานะจากมาร์จิ้น ไม่ใช่จากมูลค่าความเสี่ยง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการกำหนดขนาดการเทรดโดยคิดถึงแค่มูลค่าความเสี่ยงรวม (R$ 10.000,00 ในตัวอย่าง) โดยไม่พิจารณาว่าความเสี่ยงที่แท้จริงของการขาดทุนอย่างรวดเร็วผูกอยู่กับมาร์จิ้นที่เล็กกว่า (R$ 2.000,00) เป็นกฎเชิงปฏิบัติ เทรดเดอร์หลายคนจำกัดความเสี่ยงของแต่ละการเทรดไว้ที่สัดส่วนเล็ก ๆ ของเงินทุนทั้งหมดที่มีไว้เทรด เช่น 1% ถึง 2% โดยคำนวณจากระยะห่างระหว่างราคาเข้าและจุดตัดขาดทุน ไม่ใช่จากขนาดเต็มของสัญญา
ขั้นที่ 6: ติดตามสถานะ ไม่ใช่แค่ราคาของสินทรัพย์
หลังจากเปิดสถานะแล้ว สิ่งที่สำคัญต้องติดตามไม่ใช่แค่ราคาของสินทรัพย์ แต่คือมาร์จิ้นที่เหลืออยู่ในบัญชี ซึ่งเป็นมูลค่าที่ยังไม่ถูกผูกไว้กับสถานะที่เปิดอยู่ หากมีการเทรดที่ใช้เลเวอเรจหลายรายการเปิดพร้อมกัน มาร์จิ้นที่เหลืออยู่อาจลดลงอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่มีสถานะใดถึงจุดตัดขาดทุนเป็นรายตัวก็ตาม เพิ่มความเสี่ยงของการเรียกหลักประกันเพิ่มรวม การตรวจสอบตัวเลขนี้ควบคู่ไปกับราคาเป็นส่วนหนึ่งของการติดตาม ไม่ใช่รายละเอียดรอง
รวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
การเทรด CFD อย่างมีระบบในทางปฏิบัติหมายถึงการคำนวณตัวเลขสามตัวก่อนเข้าเทรดใด ๆ คือต้องใช้มาร์จิ้นเท่าไหร่ จะขาดทุนเท่าไหร่หากถึงจุดตัดขาดทุน และต้องเสียต้นทุนเท่าไหร่ในการถือสถานะตามระยะเวลาที่วางแผนไว้ แพลตฟอร์มอย่าง Astron แสดงค่าเหล่านี้โดยตรงบนหน้าจอเปิดคำสั่ง ซึ่งช่วยให้คำนวณก่อนยืนยัน แต่การตัดสินใจเทรดภายในขีดจำกัดเหล่านี้ยังคงเป็นของเทรดเดอร์เอง และเลเวอเรจที่ฝังอยู่ใน CFD หมายความว่าผลขาดทุนอาจมากกว่ามูลค่าที่วางไว้เป็นมาร์จิ้นในตอนแรกได้ในบางกรณี ด้วยเหตุนี้ CFD จึงมักถูกแนะนำให้ใช้ก็ต่อเมื่อผู้เทรดเข้าใจพฤติกรรมของสินทรัพย์โดยไม่มีเลเวอเรจเป็นอย่างดีแล้ว
ฝึกก่อนเสี่ยงจริง เปิดบัญชี Astron และทดสอบไอเดียของคุณในบัญชีทดลองด้วยเงินเสมือน R$ 10,000
สมัครบัญชีฟรี